-->

แท็บเล็ต ที่รองรับ 5G รุ่นไหนยี่ห้อไหนดี

 แท็บเล็ตที่รองรับเครือข่าย 5G ในปัจจุบันนี้มีรุ่นไหนยี่ห้อไหนน่าสนใจบ้าง  และทำไมเราถึงจะเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มเปลี่ยนมาใช้งานแท็บเล็ตที่รองรับเครือข่าย 5G ซึ่งเริ่มมีการให้บริการใดหลายพื้นที่แล้วในประเทศไทย


Image by ADMC from Pixabay

โดยจุดเด่นหลักๆของการใช้งานแท็บเล็ตที่รองรับเครือข่าย 5G นั้นก็คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลระหว่างตัวอุปกรณ์และเครือข่ายซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะทำการเชื่อมต่อเครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 20 Gbps  ซึ่งเป็นความเร็วที่มากกว่าเครือข่ายแบบ 4G ถึง 10 เท่าและนอกจากนั้นแล้วเครือข่ายสัญญาณแบบ 5G นั้นยังมีความหน่วงที่ต่ำซึ่งจะทำให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทางนั้นสามารถที่จะทำการโต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วและไม่ดีเลย์เพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกันกับเครือข่ายแบบ 4G


ทำไมเราถึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้เครือข่ายแบบ 5G เนื่องจากว่าในปัจจุบันนี้มีความนิยมในการใช้งานในการสื่อสารผ่านเครือข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตกันมากขึ้นซึ่งต้องการความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกๆวันซึ่งเครือข่าย 4G นั้นอาจจะไม่สามารถที่จะรองรับปริมาณของข้อมูลที่ต้องการในการรับส่งในอนาคตได้และปริมาณของอุปกรณ์ที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นมากกว่า 75 พันล้านชิ้นในอนาคตนั้นอาจจะไม่สามารถที่จะใช้งานบนเครือข่ายแบบ 4G ได้นั่นเองดังนั้นจึงมีการพัฒนาเครือข่ายแบบ 5G ขึ้นมาซึ่งจะทำให้การใช้งานในการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆนั้นสามารถที่จะทำได้อย่างเพียงพอและความเร็วในการรับส่งข้อมูลงั้นก็จะมีความเร็วที่สูงมากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะทำการท่องเว็บการ Video Call หรือการเล่นเกมได้ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น



และในปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่ามีแท็บเล็ตที่รองรับเครือข่ายสัญญาณ 5G มาวางขายกันบ้างแล้วซึ่งจะมีรุ่นไหนบ้างงั้นเราจะทำการนำเอาแท็บเล็ตเหล่านั้นมาแนะนำให้คุณได้พิจารณาในการที่จะเลือกซื้อมาใช้งานเพื่อที่จะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อแท็บเล็ต 5G ที่ดีที่สุดเหมาะกับการใช้งานของคุณมากที่สุด



แนะนำ แท็บเล็ตที่รองรับเครือข่าย 5G  รุ่นไหนยี่ห้อไหนดี


#1.  Samsung Galaxy S7+ 5G

 

 เป็นแท็บเล็ตที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 12.4 นิ้วที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบ 5G ได้โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ต qualcomm Snapdragon 865 Plus ความเร็ว 3.09 ghz ซึ่งจะมีโมเด็ม 5G ติดมาในตัวชิปประมวลผลซึ่งนั่นจึงทำให้แท็บเล็ตที่ติดตั้งหรือใช้งานชิปรุ่นนี้นั้นสามารถที่จะเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย 




ในส่วนของระบบปฏิบัติ การของแท็บเล็ตรุ่นนี้นั้นมาพร้อมกับ Android Version  11  ที่ใช้ One ui 3.0 โดยมาพร้อมกับจอแสดงผลแบบ Super amoled 24-bit รองรับ hdr Plus และมีอัตราการสัมผัสหน้าจอและ Refresh Rate อยู่ที่ 120 hz โดยหน้าจอนั้นมีความละเอียด 1752 x 2800 พิกเซลที่ 266 PPI  รองรับการใช้งานร่วมกับปากกาที่ใช้ในการวาดเขียนและระบายสีรวมถึงใช้ในการควบคุมการทำงานของ Application ต่างๆ


 ต่างๆตัวเครื่อง ต่างๆตัวเครื่องนั้นผลิตจากวัสดุหน้าจอตัวขอบทำจากอะลูมิเนียมซึ่งมีความแข็งแรงทนทานและทำให้ตัวแท็บเล็ตนั้นมีน้ำหนักที่เบามาพร้อมกับเซ็นเซอร์ต่างๆอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นสแกนลายนิ้วมือใต้จอระบบ Face detection ระบบหมุนภาพอัตโนมัติระบบตรวจจับแสงสว่างระบบความตรวจสอบความเคลื่อนไหวของตัวเครื่องไจโรสโคปและเซ็นเซอร์อื่นๆอย่างครบถ้วน


ตัวเครื่องนั้นรองรับการใช้งานเครือข่าย 3G 4G 5G และใช้งานซิมแบบนาโนซินซึ่งจะทำให้คุณนั้นสามารถที่จะทำการเชื่อมต่อเครือข่ายสัญญาณได้ทุกสัญญาณในกรณีที่ใช้งานในพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นสัญญาณ 5G อยู่นั้นคุณจะถูกสลับมาเปลี่ยนมาใช้งานเครือข่าย 4G ทันทีซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง


สำหรับแบตเตอรี่นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 10,090 มิลลิแอมป์ที่รองรับการชาร์จไว 45 วัตต์ซึ่งจะทำให้คุณสามารถที่จะใช้งานได้อย่างตลอดทั้งวันโดยที่ไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมดและช่วยให้ตัวอุปกรณ์นั้นสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องลดความเร็วเพื่อประหยัดแบตเตอรี่



#2. Samsung Galaxy Tab S7 5G


 ซึ่งเป็นแท็บเล็ตที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 11.0 นิ้วและมีการใช้งานชิปเซ็ตรุ่นเดียวกันกับ Samsung Galaxy Tab S7 Plus 5G ซึ่งเป็นชิปเซ็ต Snapdragon 865 Plus ตัวเดียวกันแต่ว่ารุ่นนี้จะมีราคาที่ถูกลงเนื่องจากว่ามีการลดอุปกรณ์ต่างๆลงไม่ว่าจะมีขนาดหน้าจอที่เล็กลงเพียง 11.0 นิ้วและเป็นหน้าจอแบบ LTPS TFT เท่านั้นและมีความจุของแบตเตอรี่เพียง 8000 มิลลิแอมป์ แต่ในส่วนสเปกอื่นๆนั้นเรียกได้ว่ามีความเหมือนกันแทบจะทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นความเร็วของ CPU หรือการรองรับ 5G นั้นก็มีระดับที่ใกล้เคียงกันแต่ว่าสำหรับ Samsung Galaxy s10 5G ธรรมดานั้นจะมีให้เลือกเพียงสีเดียวนั่นก็คือมิสติก black ในขณะที่แท็บ S7 Plus นั้นจะมีให้เลือกถึง 4 สี.






#3.HUAWEI MatePad Pro 5G


เป็นแท็บเล็ตอีกยี่ห้อที่รองรับการใช้งานเครือข่าย 5G โดย Huawei Mate Pad Pro 5G นั้นมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 10.8 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560x1600 พิกเซล) สี 16.7 ล้านสีแบบ DCI-P3 และมีดีไซน์รอยแหว่งแบบจอเจาะรู โดยจะใช้ chipset kirin 990 5G แบบที่มีโมเด็ม 5G ในตัวและมาพร้อมกับ Ram 8 GB Rom 256 GB รองรับหน่วยความจำเสริมสูงสุดถึง 256 GB มาพร้อมกับ emui10 จุดหนึ่งบนพื้นฐาน Android 10.0.




 โดยตัวเครื่องนั้นรองรับเครือข่าย 3G 4G 5G และรองรับการเชื่อมต่อ WiFi 2.4 และ 2.5 ghz Bluetooth 5.1 GPS และรองรับ 5G รวมถึงมาพร้อมกับพอร์ต USB Type C Version 3.1 มีลำโพงมาให้ 4 ตัวซึ่งเป็นลำโพงคุณภาพสูง


ในส่วนของแบตเตอรี่นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 7200 50 มิลลิแอมป์รองรับการชาร์จเร็ว 40 วัตต์แบบใช้สายและ 27 บาทแบบไร้สาย และแท็บเล็ต 5G จาก Huawei รุ่นนี้ทั้งยังรองรับการใช้งานร่วมกับ M pencil ซึ่งเป็น stylist ที่ใช้ในการสั่งงานการทำงานของตัวแท็บเล็ตในการวาดเขียนจดบันทึกเช็คการใช้งานร่วมกับ Application อื่นๆ  



#4.iPad Pro M1 2021


 iPad Pro 2021 รุ่นล่าสุดนี้จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้วโดยใช้หน้าจอแบบ Liquid retina xdr Display ที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพที่ได้จากหน้าจอรองรับ HDR ซึ่งเป็นภาพที่มีความละเอียดสูง รองรับการใช้งานProMotion, True Tone, and P3 .


.iPad Pro M1 2021


ในรุ่นที่เป็น iPad Cellular นั้นจะมาพร้อมกับความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรศัพท์รุ่นล่าสุดที่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่างๆสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเชื่อมต่อที่ให้ความเร็วที่มากขึ้นกว่าเครือข่ายแบบ 4G ถึง 20 เท่าและ ความหน่วงหรืออัตราการดีเลย์ที่น้อยกว่าเครือข่าย 4G.และโมเด็ม 5g ที่อยู่ใน iPad Pro รุ่น Cellular นั้นจะรองรับการใช้งานร่วมกับเครือข่าย 5G ทั่วโลกทุกย่านความถี่ นั่นหมายถึงว่า iPad โปร รุ่นล่าสุดจะรองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทยได้ด้วยนั่นเอง

สำหรับราคาของ iPad Pro M1 2021 นี้ รุ่นขนาดหน้าจอ 11 นิ้วจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 799 US Dollar สำหรับรุ่น WiFi และ 999 ดอลลาร์สำหรับรุ่น WiFi + Cellular และ iPad Pro 12.9 นิ้วจะมีราคาเริ่มต้นที่ 1,000 99 US Dollar และ 1299 US Dollar ในรุ่น WiFi + Cellular  โดยคุณสามารถที่จะทำการ pre order ได้ที่เว็บไซต์ของแอปเปิ้ลดอทคอมได้แล้ววันนี้.


#5. iPad mini 6  5G


iPad Mini 6 ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 8.3 นิ้วและความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ซึ่งจะช่วยให้คุณนั้นสามารถที่จะทำการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทุกที่ทุกเวลาที่คุณต้องการตัวเครื่องยังรองรับ Touch ID.

iPad mini 6 รองรับ 5G



CPU Apple A 15 ไบโอนิคซึ่งเป็นชิพตัวเดียวกันกับที่อยู่ใน iPhone 13 จึงทำให้ iPad mini นั้นมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ใกล้เคียงไอโฟน 13 และยังรองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 5g ในรุ่น Cellular ดีด้วยเส้นชิป Apple ไบโอนิค A15 นั้น ตัวชิปถูกออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานแต่มอบประสิทธิภาพที่ก้าวกระโดด มาพร้อม CPU แบบ 6-core เร็วขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ และ GPU แบบ 5-core เร็วขึ้น 80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ iPad mini รุ่นที่ 5.

สำหรับการเชื่อมต่ออื่น  iPad mini 6 รองรับ 5G NR (ย่านความถี่ n1, n2, n3, n5, n7, n8, n12, n20, n25, n28, n29, n30, n38, n40, n41, n48, n66, n71, n77, n78, n79) ความเร็วสูงสุด 3.5 Gbps/วินาที  และ รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, สองย่านความถี่พร้อมกัน (2.4GHz และ 5GHz), HT80 พร้อม MIMO เทคโนโลยี Bluetooth 5.0  


ความแตกต่างระหว่างเครือข่าย 4G และเครือข่าย 5G


 ความแตกต่างหลักๆระหว่างเครือข่ายแบบ 4G และ 5G นั่นก็คือความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เครือข่าย 5G จะมีอัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงกว่าถึง 10 เท่าและมีความหน่วงหรือ latency ที่ต่ำกว่าเครือข่าย 4G นั่นหมายถึงระยะเวลาในการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่งนั้นจะลดลงเมื่อมีการใช้งานเครือข่าย 5G นั่นเองโดยเครือข่ายแบบ 5G นั้นสามารถที่จะใช้ทดแทนเครือข่ายแบบ WiFi ที่มีอยู่เดิมได้และช่วยให้คุณสามารถที่จะทำการรับชมเนื้อหาความละเอียดสูงระดับ 4k ได้ผ่านทางการรับส่งข้อมูลช่องสัญญาณ bandwidth ที่สูงขึ้นของเครือข่ายแบบ 5G นั่นเอง


และในประเทศไทยนั้นเริ่มมีการเปิดให้บริการเครือข่ายสัญญาณ 5G ในบางพื้นที่ในประเทศแล้วซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นสามารถที่จะใช้งานเครือข่าย 5G ได้ก่อนและอุปกรณ์แท็บเล็ตนั้นก็เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในการรับชมวีดีโอความละเอียดสูงซึ่งข้อดีของแท็บเล็ตนั่นก็คือหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่จะทำให้คุณนั้นสามารถที่จะเห็นรายละเอียดต่างๆบนวิดีโอและช่วยให้คุณสามารถที่จะรับชมวิดีโอได้อย่างสบายตามากกว่าการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอขนาดเล็กเพียงไม่เกิน 6-7 นิ้วแต่แท็บเล็ตนั้นจะมีขนาดหน้าจอตั้งแต่ 8 นิ้วขึ้นไปซึ่งจะทำให้การรับชมนะให้ภาพที่มีความสวยงามกว่าสบายตากว่านั่นเอง