Covid-19 คืออะไร? ชื่อ Covid-19 มาจากคำศัพท์ ‘Corona’, ‘Virus’, ‘Disease’ โดยคำว่า CO ย่อมาจาก Corona คำว่า VI ย่อมาจาก Virus คำว่า D ย่อมาจาก Disease  และปี 2019 ซึ่งเป็นปีที่รายงานของอนามัยโลกระบุพบผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศจีน ที่เมือง อูฮั่น Wuhan  โดยล่าสุดจำนวนยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดผู้ติดเชื้อเกือบ 45,000 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตทะลุเกิน 1,100 รายแล้ว


องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศตั้งชื่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างเป็นทางการว่า ‘Covid-19’ (โควิด-19) เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนหรือการตีตราคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยในช่วงก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลกตั้งชื่อชั่วคราวให้กับไวรัส โคโรนา สายพันธุ์ใหม่ว่า "กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน 2019-nCoV" ขณะที่คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนตั้งชื่อชั่วคราวให้กับไวรัสว่า "novel coronavirus pneumonia" หรือ NCP

หลังจากนั้น ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ระบุว่า “เราจำเป็นต้องหาชื่อที่ไม่อ้างถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ สัตว์ ปัจเจกชน หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งยังจะต้องออกเสียงและเชื่อมโยงกับโรคดังกล่าวด้วย

โดยการมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการนั้น จะป้องกันการใช้ชื่ออื่นที่อาจจะก่อให้เกิดความสับสน ไม่ถูกต้อง หรือตีตราใคร อีกทั้งยังจะช่วยเราสร้างบรรทัดฐานในการตั้งชื่อสำหรับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่อาจจะอุบัติขึ้นในอนาคต”

ปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้เข้าประชุมเพื่อให้ความร่วมมือเกี่ยวกับ การต่อสู้กับการแพร่รระบาดของไวรัส  Covid-19 Dr Ghebreyesus แห่งองค์การอนามัยโลกยังได้ออกมากล่าวว่า เรายังมีโอกาสที่จะต่อสู้กับไวรัสตัวนี้ได้ หากเราร่วมมือกันในการวิจัย และพัฒนาร่วมกันเพื่อที่จะค้นหาวิธีในการหยุดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสดังกล่าว

ในส่วนของประเทษไทยเองผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวนั้นได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 32 รายและมีรายงานการรักษาผู้ที่ป่วยด้วยไวรัส Covid-19 ให้หายดีแล้วไปอย่างน้อย 2 รายด้วยการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ รวมถึงสูตรยาที่ทางจีนกล่าวว่าสามารถรักษาโรคดังกล่าวอย่างได้ผล โดยไม่พบเชื้อ Covid-19 ในร่างกายของผู้ป่วยอีกแล้ว และผู้ป่วยที่หายก็ได้กลับบ้านมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติเรียบร้อย

สำหรับการติดต่อของเข้าไวรัส Covid-19 นั้นทางการจีนยังได้ออกมายืนยันเกี่ยวกับการแพร่ระบาดทางอากาศ จากคนไปยัง คนได้ ด้วยซึ่งเป็นการแพร่รระบาดที่ดูง่ายดายมาก โดย ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกขอยืนยันว่า มันติดเชื้อโดยละอองฝอยเม็ดโตๆ ซึ่งจะติดอยู่ตามเสื้อผ้าเรา จากการที่คนไข้ไอ จาม เสมหะหลุดออกมา อยู่ในรัศมีประมาณ 1 หรือ 2 เมตร ซึ่งพวกนี้จะมาติดที่ใบหน้าเรา

โดยจุดที่สำคัญที่สุดที่เชื้อจะเข้าร่างกายเรา คือ จมูก ตา และปาก แต่จมูกสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถปิดตรงบริเวณนี้ (จมูกและปาก) ได้ เราก็ปิดทางเข้าของเชื้อได้ และอันนี้จะเป็นข้อมูลอีกอันหนึ่ง ซึ่งหลายๆ ประเทศ หรือหลายๆ องค์กร บอกว่า การที่คนที่ดี ๆ แล้วไปใส่หน้ากากจะมีประโยชน์หรือ ขอยืนยันว่ามีประโยชน์อยู่ แต่ต้องบวกกับการล้างมือ”

ดังนั้นประชาชนคนไทยที่อยู่ในบริเวณที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า นี้ ควรดูแลสุขอนามัย ของตัวเองและครอบครัวให้ดี ต้องมีการล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่เปิด ที่มีคนพลุกพล่าน รวมทั้ง การหลีกเลี่ยงในการไปยังพื้นที่เสี่ยงทั้งหมด จะช่วยลดโอกาสในการที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้

ภาพถ่ายโคโรน่าไวรัส จากกล้อง จุลทรรศน์ อิเลคตรอนที่ถ่ายโดย U.S. National Institute of Allergy and Infectious Diseases.





แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

https://en.wikipedia.org/wiki/COVID-19
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-51466362
https://en.wikipedia.org/wiki/Wuhan
https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-02-14/pictures-of-coronavirus-electron-microscope-images